เที่ยวชายแดนใต้ ไม่ไปไม่รู้ (2/2)

เที่ยวชายแดนใต้ ไม่ไปไม่รู้ (2/2)
VDO dance
21/08/19   |   399   |  

บทความเที่ยวยะลา-นราธิวาสครึ่งแรก "เที่ยวชายแดนใต้ ไม่ไปไม่รู้ (1/2)" เราขอให้คุณปรับเลนส์โฟกัสให้ชัดเพื่อ “สัมผัสถึง resolution ของความรู้สึกจากงานศิลป์ซึ่งไม่ได้ยากเกินกว่าจะแปลความ” บทความครึ่งหลังนี้ถึงเวลาที่ต้องเขวี้ยงกล้องของคุณทิ้งไปซะ แล้วกระโจนลงไปเรียนรู้วิถีชีวิตของคนท้องที่แบบเต็มตัวผ่านอาหารท้องถิ่นและกิจกรรมพื้นบ้านซึ่งเป็นวัฒนธรรมการบริโภคและการประกอบอาชีพของคนที่นี่ จบทริปนี้แล้วคุณอาจจะเสียกล้องไปแต่ได้ปลุกจิตวิญญาณรักบ้านเกิดในตัวขึ้นมา อืม... มันก็คุ้มค่าอยู่นะ

 

โรตีที่ต้องแวะ สูตรเก่าแก่แต่โบราณ

6. ร้าน “786 DADA-FOOD โรตีปราตา”

 

เพราะอาหารคือหนึ่งช่องทางของการลิ้มรสชาติวัฒนธรรมท้องถิ่น เราเลยพาคุณมาร้านโรตีไทย-ปากีสถานซึ่งใช้สูตรดั้งเดิมแต่โบราณ กักตุนพลังงานไว้ก่อนไปเที่ยวต่อ ร้านนี้จำหน่ายโรตีพร้อมแกงจิ้มเป็นเมนูหลัก ตามด้วยสะเต๊ะ ข้าวหมก และเครื่องดื่มหวานเย็นทั้งนม ชา และเมนูโซดา

 

 

โรตีขนาดกำลังดีไม่หนาไม่บางฉีกเป็นแผ่นเล็กพอดีคำ จิ้มกินกับแกงสูตรต่างกันที่เลือกสั่งได้ 3 รส คือ แกงเนื้อ แกงถั่ว แกงสะเต๊ะ หรือจะกินคู่ไข่ดาวก็ได้ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเปรี้ยวหวานใส่แตงกวา หอมแดง และแครอท

 

 

ส่วนสะเต๊ะเสียบไม้ก็มีให้เลือก 3 ชนิดเช่นกัน คือ เนื้อ ไก่ และสะเต๊ะพิเศษ ตามสูตรดั้งเดิมจะหมักด้วยขมิ้น ตะไคร้ ข่า ยี่หร่า และหอมแดง นิยมกินคู่กับข้าวอัดก้อนสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นข้าวสวยหุงค่อนข้างแฉะ เทใส่ภาชนะที่รองด้วยใบตอง แล้วปิดด้วยใบตองอีกที หาของหนักทับไว้ 1 คืน ก่อนจะนำมาตัดเป็นชิ้น เป็นอาหารพื้นถิ่นของชายแดนใต้และประเทศอิสลาม

 

 

อาหารและเครื่องดื่มทุกอย่างราคาไม่แพง โรตี 1 แผ่นพร้อมแกงจิ้มราคา 20 บาท สะเต๊ะไก่จานละ 15 ไม้ กับสะเต๊ะเนื้อจานละ 10 ไม้ ราคาเท่ากันจานละ 35 บาท สะเต๊ะพิเศษ 50 บาท ส่วนเครื่องดื่มทุกรสชาติราคาไม่เกิน 25 บาท เทียบกับกรุงเทพฯ แล้วต้องพูดเลยว่าค่ากินดื่มนี่คนละเรื่อง

 

ที่ตั้ง: 57 ถ.โคกเคียน ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส

เวลา: 06.00-22.00 น. เปิด 10 วัน หยุด 2 วัน แล้วเปิดต่ออีก 10 วัน และหยุด 2 วัน ต่อเนื่องกันไป (กรุณาโทร.สอบถามก่อนเดินทางไป)

โทร: 087-631-9253

การเดินทาง: รถยนต์ ห่างจากสถานีขนส่งผู้โดยสาร จ.นราธิวาส ประมาณ 3.5 กม.

พิกัดบน Google Maps

 

บักกุ๊ดเต๋แห่งสุไหงฯ เฮียอ้วนขายมานมนาน

7. ร้าน “อ้วนบะกุ๊ดเต๋”

 

หม้อร้อนใบใหญ่ใส่น้ำต้มสีเข้มจัดที่กำลังส่งควันเดือดปุดๆ อยู่หน้าร้าน “อ้วนบะกุ๊ดเต๋” คือเครื่องยาจีนเพื่อสุขภาพประมาณ 15 ชนิดซึ่งลงเคี่ยวกับซี่โครงหมู ขาหมู เครื่องในหมู ฯลฯ ตั้งแต่เช้าจนเข้าที่ ของร้านนี้ใช้สูตรมาเลย์ที่ปรับมาเป็นสูตรไทย เฮียอ้วนเจ้าของร้านเลือกใช้หมูคุณภาพทั้งที่มาจากในพื้นที่และจากเบทาโกรที่เฮียบอกว่าเป็นหมูมีมาตรฐาน มั่นใจได้ว่าไม่มีสารเร่ง สนนราคาบักกุ๊ดเต๋แต่ละหม้อขึ้นอยู่กับขนาด ปริมาณ และอ็อพชั่นเสริมที่ลูกค้าจะเลือกเพิ่มเข้าไป มีตั้งแต่หม้อ 1 คน 100 บาท จนถึงหม้อ 6 คน 600 บาท ใหญ่กว่านั้นก็หม้อละ 1,000 บาท ให้เครื่องแน่นทุกหม้อ คุ้มค่าคุ้มราคา กินคู่กับข้าวสวยหรือปาท่องโก๋หั่นท่อนตามแต่ชอบ

 

เฮียอ้วนร้านบักกุ๊ดเต๋เจ้าตำรับแห่งสุไหงโก-ลก

 

เฮียอ้วนเจ้าของร้านอัธยาศัยดีคอยตอบคำถามลูกค้าที่มาอุดหนุนทั้งคนมาเที่ยวแล้วแวะกินและคนที่มาตามคำร่ำลือ แถมยังเล่าให้เราฟังด้วยว่าเฮียเลือกเปิดร้านขายบักกุ๊ดเต๋ซี่โครงหมูในดินแดนที่มีชาวมุสลิมอยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ก็เพราะเปิดร้านมาเกือบ 30 ปีแล้ว สมัยก่อนที่เปิดใหม่ๆ เพราะมีคนมาเลย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนหลั่งไหลเข้ามาเที่ยว ชาวไทยพุทธก็อยู่อาศัยในแถบนี้กันเยอะ จึงมักจะมีลูกค้ามาอุดหนุนอยู่เสมอ ทว่าต่อมาคนมาเลย์มาเที่ยวน้อยลงเพราะเศรษฐกิจย่ำแย่ คนไทยพุทธก็ย้ายถิ่นฐานออกไปจนเหลืออยู่ไม่ถึง 10% ทำให้ขายได้ไม่ดีเทน้ำเทท่าเท่าเมื่อก่อน แต่เพราะเปิดร้านมานาน ประกอบกับครอบครัวก็ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่แล้ว เฮียอ้วนจึงเลือกที่จะดำเนินกิจการต่อไป ทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องแปลกในทีแรกที่ร้านขายบักกุ๊ดเต๋มาตั้งอยู่ในสังคมมุสลิม ที่แท้ก็มีที่มาผ่านกาลเวลาเกือบ 30 ปีมาอย่างนี้นี่เอง

 

 

เกร็ดวัฒนธรรม: บักกุ๊ดเต๋แปลตามตัวว่า “กระดูกหมูและน้ำชา” ประกอบด้วยซี่โครงหมูอ่อนตุ๋นในน้ำต้มสมุนไพรและเครื่องเทศ ได้แก่ โป๊ยกั้ก อบเชย กานพลู ตังกุย ยี่หร่า และกระเทียมเป็นเวลาหลายชั่วโมง อาจมีส่วนประกอบอื่น เช่น เครื่องในสัตว์ เห็ดชนิดต่างๆ ผักกาด เต้าหู้แห้ง หรือเต้าหู้ทอดปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและดำ

 

ที่ตั้ง: 75-77 ถ.วรคามินทร์ ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

เวลา: 07.40-12.40 น. ปิดวันจันทร์ ยกเว้นวันหยุดเทศกาล

โทร: 081-698-9234

การเดินทาง: เดินจากสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ประมาณ 800 ม.

พิกัดบน Google Maps

 

เล่าขานกริชรามันห์ ตำนานนั้นยังไม่ตาย

8. กลุ่มกริชรามันห์

 

ครูตีพะลี อะตะบู

 

ศูนย์การเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มกริชรามันห์โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มีครูตีพะลี อะตะบู เป็นหัวหน้าคณะ ได้รับการยกย่องให้เป็นครูศิลป์ของแผ่นดินปี 2562 ประเภทเครื่องโลหะ (กริชรามันห์) จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ศูนย์แห่งนี้เปิดสอนภาษาและวัฒนธรรม ด้านภาษาสอนอัลกุรอานชั้นสูงเจ็ดสำเนียงแก่ชาวบ้านและบุคคลทั่วไป ทั้งยังสอนภาษาถิ่นด้วยการรำไม้เท้าเพื่อให้เด็กๆ เข้าใจผ่านลีลาการเคลื่อนไหว รวมถึงสอนภาษาไทยทั้งพูดและเขียนด้วยการละเล่นกลิ้งกะลา เพราะชาวใต้แถบชายแดนมีทักษะภาษาไทยที่ไม่แข็งแรง คำที่สอนจึงเป็นคำหมวดง่ายๆ เช่น ผลไม้ วันในหนึ่งสัปดาห์ เดือนในหนึ่งปี ฯลฯ

 

เยาวชนที่กำลังเรียนรู้เพื่อเติบโต

 

ด้านวัฒนธรรมสอนการตีกริชขั้นพื้นฐานแก่เด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นโรงเรียนพัฒนาบาลอ ประกอบด้วยการตีเหล็กขั้นสูง การทำด้ามกริช การทำฝักกริช และการแกะสลักหัวกริช เด็กนักเรียนอีกกลุ่มสอนให้ทำพวงกุญแจรูปกริชเอาไว้จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว ราคาพวงละ 20 บาท เอากำไรแค่พวงละ 2-3 บาท และยังมีกริชปากกาด้ามละ 400 บาท พร้อมขาตั้งจำหน่ายด้วย

 

พัฒนาการของหัวกริชสะท้อนถึงการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์ไปสู่ต้นไม้ใหญ่

 

“กลุ่มเยาวชนทำกริชบ้านตะโละหะลอ” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 หลังจากที่ครูตีพะลีได้ร่ำเรียนการทำกริชมาจากครูภูมิปัญญาในหมู่บ้านจนสามารถทำกริชได้ตามหลักการ จึงต้องการจะสืบสานศาสตร์และศิลป์การทำกริชรามันห์ที่ถูกต้องโดยการถ่ายทอดให้คนรุ่นหลัง เพราะครูได้เล็งเห็นแล้วว่า “หลักจรรยาบรรณของช่างทำกริชไม่ได้เป็นแค่หลักของการปฏิบัติตน แต่ยังเป็นเหมือนหางเสือที่ช่วยประคับประคองชีวิตให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องดีงาม” จึงอยากฝากมรดกทางศิลปวัฒนธรรมมลายูแขนงนี้ซึ่งมีมาแต่โบราณกาลไว้กับเยาวชนที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ปัจจุบันครูมีทายาทผู้สืบทอดแล้วคือซุลฟาการ์ อะตะบู ลูกชายของครูซึ่งได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์อย่างใกล้ชิดมากับกริชรามันห์ พร้อมที่จะรับช่วงจากผู้เป็นบิดาสืบต่อไป

 

ซุลฟาการ์ อะตะบู สำแดงลีลารำกริชประกอบจังหวะดนตรีมลายูกลางสวนยาง

 

สนใจเยี่ยมชมกลุ่มทำกริชรามันห์และซื้อกริชเป็นของสะสม ติดต่อตามรายละเอียดด้านล่าง

 

ที่ตั้ง: หมู่ 5 บ้านบึงน้ำใส ต.ตะโละหะลอ อ.รามัน จ.ยะลา

โทร: 086-2993413 ครูตีพะลี, 090-4824151 ซุลฟาการ์

การเดินทาง: รถยนต์ ห่างจาก อ.เมืองยะลา ประมาณ 32.4 กม.

พิกัดบน Google Maps

 

คายัคลอยละล่อง สายแร่ทองกลางดงไพร

9. ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตำบลภูเขาทอง

 

 

ตำบลภูเขาทองแห่งอำเภอสุคิรินพัฒนามาเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็ด้วยแผนการส่งเสริมรายได้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของอบต. ที่นำการท่องเที่ยวเข้ามาเพื่อดึงงบประมาณจากหน่วยงานภายนอกมาช่วยเหลือ เปิดเป็นจุดท่องเที่ยวทั้งหมด 7 จุด คือ ล่องแก่ง ร่อนทอง อุโมงค์ลำเลียงทอง ทะเลหมอกที่วัดพระธาตุ ต้นกะพงยักษ์ จุดแสนไลค์ และเส้นทางชมนกเงือก กลุ่มท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่เกิดขึ้นก่อนคือล่องแก่งเรือคายัคซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักท่องเที่ยวที่บอกต่อกันทางสื่อโซเชียล เป็นเหตุให้จุดท่องเที่ยวแห่งอื่นเกิดขึ้นตามมาเพื่อกระจายนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่รอล่องแก่งจนเรือไม่พอรองรับไปเที่ยวยังจุดอื่นๆ ไปพลางๆ ก่อน

 

 

สำหรับคนที่อยากล่องแก่งเรือคายัคโดยเฉพาะ บอกก่อนว่าฤดูกาลที่เหมาะต่อการละล่องไปตามสายธารที่สุดคือช่วงน้ำหลากระหว่างเดือนพฤศจิกาและมกรา ตลอดสายน้ำระยะทาง 7 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง คุณจะถูกกระแสน้ำพัดไหลไปพบกับธรรมชาติป่าเขาและวิถีชีวิตริมลำน้ำที่ชาวบ้านออกมาหาปลาและร่อนทอง เป็นภาพอภิรมย์น่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง อย่าเอาอย่างเที่ยวล่าสุดที่อยากลองของ มาล่องตอนเดือนสิงหาซึ่งระดับน้ำต่ำเท่าตาตุ่ม นอกจากเรือจะติดแหง็กและถากหินไปตลอดสายจนต้องให้เจ้าหน้าที่คอยดึงและดันเรือที่ติดขัดอยู่บ่อยๆ ยังอดเห็นภาพชาวบ้านออกมาหาปลาและร่อนทองอีกต่างหาก เพราะเป็นฤดูที่เขาเข้าสวนผลไม้กันหมด แต่ก็เพราะความขัดข้องทางเทคนิคนี่แหละที่ทำให้ได้มีเวลาสังเกตเห็นตะไคร่สีเขียวมรกตที่เกาะอยู่ตามโขดหินใต้น้ำสยายริ้วสวยงามไปตามแรงกระเพื่อมของกระแสธาร ได้ชื่นชมความงามไปอีกแบบ

 

 

อานิสงส์จากการล่องแก่งอย่างหนึ่งคือมันจะช่วยพาแร่ทองที่ปะปนอยู่กับกรวดหินดินทรายในน้ำไปยังปลายลำธารด้วย ซึ่งชาวบ้านมารอสาธิตการใช้เลียงร่อนทองอยู่ก่อนแล้ว (เขารอกันนานหน่อยเพราะเรามัวแต่ทำสงครามกับหินใต้น้ำ) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางคนก็เรียนรู้ได้รวดเร็วแล้วร่อนได้คล่องแคล่วจนได้เกร็ดทองใส่ขวดโหลกลับบ้านไปเป็นที่ระลึก

 

ร่อนทองสามัคคี ตักทรายใส่เลียง แล้วร่อนเอากรวดหินดินทรายออกจนเหลือแต่เกร็ดทอง

 

การร่อนทองเป็นอาชีพเสริมของคนที่นี่ สืบเนื่องมาจากสมัยก่อสร้างหมู่บ้านที่มีการขุดพบแร่ทอง จึงเป็นที่มาของชื่อตำบลภูเขาทองด้วย ชาวบ้านบอกว่าทุกครั้งที่ร่อนก็ใช่ว่าจะได้ทองเสมอไป แต่ก็ไม่ได้หงุดหงิดหรือผิดหวังแม้แต่น้อยเพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ เข้าใจได้แบบไร้ข้อกังขาใดๆ เลยว่าการอยู่กับความเขียวสดของพฤกษ์ไพรและสายน้ำไหลเย็นนั้นช่วยให้จิตใจคนได้เห็นอนิจจัง

 

เกร็ดทองในกรอบเลี่ยม การค้นพบจากธรรมชาติ

 

สนใจร่วมกิจกรรมทั้งล่องแก่ง ร่อนทอง ชมอุโมงค์ลำเลียงทอง ชมทะเลหมอกที่วัดพระธาตุ ชมต้นกะพงยักษ์ ชมจุดแสนไลค์ และชมนกเงือกทั้งแบบ One Day Trip และแบบ 2 วัน 1 คืน ติดต่อตามรายละเอียดด้านล่าง หรืออยากเดินป่าตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าฮาลาบาลาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ท่องเที่ยวชุมชน และนอนโฮมสเตย์ทั้งแบบกลุ่มและแบ็กแพ็กลุยเดี่ยว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เดียวกัน

 

ที่ตั้ง: หมู่ 1 บ้านไอปาโจ อาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส

โทร: 084-854-4915, 087-570-7985

การเดินทาง: รถยนต์ ห่างจาก อ.เมืองนราธิวาส ประมาณ 83.3 กม.

Facebook: ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตำบลภูเขาทอง 

พิกัดบน Google Maps

 

กอและลู่ลมไป สู่จุดหมายแห่งสายธาร

10. เรือกอและ ชุมชนบ้านทอน

 

กอและเป็นเรือประมงพื้นบ้านที่สวยที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน โดดเด่นจากเรือประมงประเภทอื่นด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างลายไทย อิสลาม จีน และศิลปะอื่นๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสังคมที่มีเชื้อชาติหลากหลายอาศัยอยู่ด้วยกันในแถบชายแดนใต้

 

 

นอกจากลวดลาย จุดเด่นอีกอย่างของจิตรกรรมบนเรือมาจากช่างวาดซึ่งเป็นจิตรกรพื้นบ้านที่ไม่เคยร่ำเรียนศิลปะมาจากที่ไหน แต่จะวาดขึ้นจากแบบอย่างที่ถ่ายทอดมาจากครอบครัวหรือจากรุ่นสู่รุ่นแล้วสั่งสมประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ จนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จิตรกรหลายคนฝึกฝนจนชำนาญก็สามารถวาดได้โดยไม่ต้องใช้ดินสอร่าง ลวดลายช่วงหลังมานี้มีสีสันฉูดฉาดกว่าแต่ก่อนก็เพราะช่างวาดที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้นำสีสันร้อนแรงมาใช้เพื่อสื่ออารมณ์ของสี

 

เรือหางตัด

 

ทว่าปัจจุบันเรือกอและแบบดั้งเดิมได้รับความนิยมน้อยลง ชาวประมงหันไปใช้เรือกอและอีกประเภทที่เรียกว่าเรือหางตัดซึ่งพัฒนามาจากเรือกอและดั้งเดิม เนื่องจากสะดวกและมีความคล่องตัวในการใช้งาน น้ำหนักเบา และประหยัดน้ำมัน คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเรือหางตัดคือเรือกอและ ให้สังเกตง่ายๆ ที่หัวและท้ายของเรือกอและจะเป็นทรงแหลมและเชิดขึ้น ส่วนเรือหางตัดนั้นมีหัวที่เชิดเหมือนกัน แต่ท้ายจะตัดเหลี่ยมซึ่งช่วยให้ประหยัดไม้ในการสร้าง 

 

เรือหางตัดเรียงรายตามชายหาดบ้านทอน หาเรือกอและดูได้ยากแล้ว

 

เมื่อมีคนทำเรือกอและน้อยลงเพราะปัจจัยหลายอย่าง เอกลักษณ์ของลวดลายจึงน้อยลงตาม ชาวบ้านในชุมชนประมงบางแห่งเช่นที่บ้านทอน นราธิวาส จึงรวมกลุ่มกันทำเรือกอและจำลองขายเป็นสินค้าที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่วิถีชีวิตของคนในชุมชนที่มีมาแต่อดีตไม่ให้สูญหาย เพราะไม่ใช่เพียงลูกหลานที่จะสืบทอด แต่ใครก็ตามที่มีพรสวรรค์และมีความสนใจก็สามารถสืบสานการเขียนเรือกอและต่อไปได้

 

กิจกรรมวาดลวดลายระบายสีเรือกอและจำลอง

 

สนใจเยี่ยมชมหมู่บ้านเรือกอและ เข้าเวิร์กช็อประบายสีเรือกอและจำลอง และซื้อเรือกอและจำลองเป็นที่ระลึก ติดต่อตามรายละเอียดด้านล่าง

 

ที่ตั้ง: ชุมชนบ้านทอน หมู่ 12 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส

โทร: 063-098-6617 คุณรอซี บินดาโอ๊ะ

การเดินทาง: รถยนต์ ห่างจากท่าอากาศยานนราธิวาส ประมาณ 3.8 กม.

พิกัดบน Google Maps

 

บ่ายคล้อยแล้ว ณ ริมแผ่นดินที่เป็นทั้งจุดสิ้นสุดทางหลวงและจุดเริ่มต้นเข้าสู่ชุมชนบ้านทอน ได้เวลาที่เราต้องบินลัดฟ้ากลับบ้าน ในขณะที่มองออกไปยังทะเลก็อดคำนึงไม่ได้ว่าจะได้เห็นเรือลวดลายสวยงามสะเทิ้นสมุทรสีครามต่อไป ไม่ได้คงเหลือไว้เพียงเครื่องรำลึกอย่างเรือกอและจำลอง เพราะสำหรับชาวบ้านแถบลุ่มน้ำแหลมมลายู เรือกอและเป็นมากกว่าเครื่องมือทำมาหากิน เป็นวิถีชีวิต และเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเจ้าของเรือที่บางครั้งออกไปหาปลาแล้วไม่ได้อะไรกลับมา แต่ยังมีความสุขที่ได้นั่งมองความงดงามบนลำเรือ เช่นเดียวกันกับสถานที่และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ทั้งในยะลาและนราธิวาสที่เราได้นำมาฝากซึ่งล้วนมีวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของคนท้องถิ่นหยั่งรากลึกอยู่ในนั้น หากคุณจะได้สัมผัสในครั้งต่อไปที่ไปเที่ยวเมืองรองหรือจังหวัดใดๆ ก็ตาม 

 

 

                                     “เสพศิลป์ ถิ่นบินหลา”    ของยะลาเขาน่าชม

                                      เส้นสายที่แฝงคม         ต้องไปชมที่นราฯ

                                      เลียบชลยลนกเงือก      แห่งป่าเทือกสันกาลาฯ

                                      ประวัติความเป็นมา      คลังนราฯ ข้อมูลแท้

                                      ดูศิลป์อย่างรู้ค่า           เดินเข้ามา “เดอ ลาแป”

                                      โรตีที่ต้องแวะ             สูตรเก่าแก่แต่โบราณ

                                      บักกุ๊ดเต๋แห่งสุไหงฯ      เฮียอ้วนขายมานมนาน

                                      เล่าขานกริชรามันห์       ตำนานนั้นยังไม่ตาย

                                      คายัคลอยละล่อง         สายแร่ทองกลางดงไพร

                                      กอและลู่ลมไป            สู่จุดหมายแห่งสายธาร

 

VDO dance

VDO dance

เกิดเดือนพฤษภา ราศีพฤษภ นิยมความสงบ คบหนังสือเป็นสหาย
ใคร่สัญจรเที่ยวท่อง พกกล้องเก็บภาพถ่าย ชอบกินผักผลไม้ ใส่ใจธรรมชาติ



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม